บาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ติดตามผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
บาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เปิดเช้านี้ 36.58 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าปิดที่ 36.61 บาทต่อดอลลาร์ ติดตามผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในฝั่งสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
โดย ดัชนี S&P500 พุ่งขึ้น +2.76% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคฯ เช่น Netflix +5.6%, Meta (Facebook) +5.1% รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารที่พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้น Morgan Stanley +3.5%, Bank of America +3.4%
ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป เดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.38% ท่ามกลางความหวังว่ารัสเซียอาจกลับมาดำเนินการส่งแก๊สธรรมชาติผ่านท่อ Nord Stream 1
หลังครบกำหนดการซ่อมบำรุงในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลวิกฤติพลังงานในยุโรปที่อาจจะเกิดขึ้น
ตลาดบอนด์ บรรยากาศเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 3.03% ซึ่งมองว่าเป็นช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุมเฟด ผู้เล่นในตลาดจะติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เช่น ข้อมูลตลาดบ้าน รวมถึงรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงผันผวนไปตามมุมมองของตลาดต่อโอกาสการเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงของเฟด รวมถึงภาวะตลาดการเงินที่มีแนวโน้มผันผวนไปตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน (ผลประกอบการส่วนใหญ่ดีกว่าคาด อาจทำให้ตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น)
นายกฯ นั่งประธานฯ แก้สถานการณ์แก้วิกฤตเศรษฐกิจ น้ำมันแพง
ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้พลิกกลับมาปรับตัวลดลงใกล้ระดับ 106.7 จุด กดดันโดยภาพรวมของตลาดการเงินที่ทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นบางส่วนลดการถือครองหรือขายทำกำไรเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันจากการกลับมาแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) ที่แข็งค่าแตะระดับ 1.024 ดอลลาร์ต่อยูโร หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลวิกฤติพลังงาน ทั้งนี้ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดและการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ยังคงกดดันให้ ราคาทองคำยังคงทรงตัวใกล้ระดับ 1,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเรามองว่ามีโอกาสที่ผู้เล่นบางส่วนอาจรอทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวอาจเป็นแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
ตลาดการเงินมีแนวโน้มผันผวนไปตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งหากออกมาดีกว่าคาดก็อาจช่วยหนุนให้ตลาดยังสามารถเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงได้
ขณะเดียวกัน ตลาดจะจับตาท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ต่อวิกฤติพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้น หากรัสเซียลดหรือยุติการส่งพลังงานให้กับยุโรป ซึ่งตลาดจะรอดูแผนการรับมือของทางการยุโรปว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวและมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อภาพเศรษฐกิจของยุโรปอย่างไร
แนวโน้มค่าเงินบาท
หากบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์ทรงตัวหรืออ่อนค่าลงได้บ้าง รวมถึงอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้ามาซื้อสุทธิสินทรัพย์เสี่ยงของไทย ทำให้เงินบาทจะยังไม่ได้อ่อนค่าหนักทะลุโซนแนวต้านแถว 36.70-36.80 บาทต่อดอลลาร์
มองว่า เงินบาทยังคงมีโอกาสผันผวนและจะยังไม่รีบกลับมาแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะตลาดก็พร้อมกลับมาปิดรับความเสี่ยง (ซึ่งอาจหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์) จากทั้งความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนักหรือหากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาแย่กว่าคาด รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมาเชื่อว่าเฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในระยะสั้น
วิกฤติพลังงานของยุโรป ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า สุดท้ายทางรัสเซียจะกลับมาดำเนินการส่งแก๊สธรรมชาติตามกำหนดหรือไม่ เพราะหากรัสเซียลดหรือยุติการส่งพลังงานให้ยุโรป อาจทำให้เกิดวิกฤติพลังงานขึ้น กดดันให้เงินยูโร (EUR) พลิกกลับมาอ่อนค่าและยิ่งหนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้
ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ดังจะเห็นได้จากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ระดับ +2 S.D. (Standard Deviation) เราแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.50-36.70 บาท/ดอลลาร์
5 สินค้าขายดีบน eBay จากการส่งออกของผู้ขายในประเทศไทย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB